[Fic] Darkness Surrounding : Ch2

posted on 24 Sep 2011 00:12 by bigbang-fanfic in DarknessSurrounding
.
 
 
.
 
 
.
 
 
 

Title :: Darkness Surrounding

Status :: 2 / ?

Author :: kumameaw

Paring :: Junho x Wooyoung

Genre :: Dark Comedy

 

 

Note :: ตอนนี้ยังเป็นแวร์วูฟน้อยกันอยู่นะ TwT พยายามเขียนให้โซคิ้ว แต่เหมือนจะไม่ค่อย = =

 

 

 

 

 

 

 

Darkness Surrounding

Chapter 2 : Sweet Aroma

 

 

 

 

เพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยและถูกจับตามอง.. 

..จึงต้องใช้ชีวิตเหมือนกับมนุษย์ให้มากที่สุด.. 

 

 

 

เด็กชายตัวน้อยมองร้านค้าร้านขนมสองข้างทางอย่างสนอกสนใจ มือเล็กกุมมือกับมารดา ส่วนอีกข้างก็ถือตุ๊กตาผ้าที่เพิ่งซื้อมาจากร้านขายของเล่น จางอูยองดูตื่นตาตื่นใจกับเมืองที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ เป็นครั้งแรกที่เด็กชายได้ก้าวขาออกจากบ้านในตอนกลางวัน มาเดินตลาด มาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวกับครอบครัว

 

หญิงสาวพาลูกชายเดินเข้าร้านนั้นร้านนี้ตามที่เด็กน้อยต้องการโดยไม่ขัดข้อง หล่อนและตระกูลของหล่อนเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองนี้ได้เจ็ดวัน เพราะที่อยู่เดิมนั้นไม่ปลอดภัยสำหรับลูกของเธอ เธอและสามีของเธอจึงย้ายครอบครัวใหญ่ทั้งหมดมาที่นี่ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอพาลูกชายออกมาใช้ชีวิตให้กลมกลืนกับมนุษย์มากที่สุด และสามีเธอที่มาด้วยก็จะคอยสอนการควบคุมอารมณ์ของจางอูยองที่ยังเด็กมากอีกด้วย มีบางครั้งที่ลูกชายเธอตื่นเต้นกับสถานที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นแล้วมีหูสีขาวโผล่ขึ้นมา แต่พ่อของอูยองก็ตักเตือนจนอูยองยอมเก็บหูลงไปก่อนที่ใครจะมาเห็น

 

 

“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกอยากได้ลูกโป่งที่มันลอยๆแบบนั้นครับ”

 

“อูยอง เวลาอยู่นอกบ้านพ่อบอกแล้วใช่ไหม ว่าให้เรียกพ่อกับแม่ว่ายังไง”

 

 

เด็กชายตัวเล็กหยุดเดินทันทีแล้วผละมือจากมารดามาปิดปากตัวเอง พร้อมทั้งก้มหน้าราวกับสำนึกผิด

 

 

“ลูก..อ๊ะ!.. ผมขอโทษครับคุณพ่อคุณแม่”

 

“คุณคะ ลูกยังเด็ก คงยังปรับตัวไม่ได้น่ะค่ะ”

 

“แต่ทุกครั้งที่เราย้ายเมือง ผมก็สอนลูกทุกครั้ง..”  ชายหนุ่มย่อตัวลงพูดกับลูกชายเพียงคนเดียว “อูยอง เราไม่เหมือนคนทั่วไป เราเป็นมนุษย์หมาป่า ถ้าลูกอยากมีเพื่อนเล่น อยากให้ทุกคนไม่รังเกียจและหวาดกลัวเผ่าพันธุ์เรา ลูกต้องหัดเรียนรู้การใช้ชีวิตของมนุษย์ และยอมรับกับสถานการณ์ของโลกนี้ที่มันเปลี่ยนไปทุกๆปี”

 

“ครับคุณพ่อ”

 

“ดีมาก และอย่าลืม ต้องยอมรับในชะตากรรมของเผ่าพันธุ์เราด้วย เพื่อนๆลูกจะต้องมีอายุขัยที่มากขึ้นเร็วกว่าลูก เราจึงต้องย้ายเมื่อบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ผู้คนสงสัย ว่าทำไมลูกของพ่อจึงโตช้ากว่าใคร ทั้งๆที่ตัวเท่าเด็กห้าขวบ แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้า ลูกก็จะอายุครบร้อยปีแล้ว”

 

“ครับ ผมจะจำไว้ ผมจะใช้ชีวิตให้เหมือนมนุษย์มากที่สุด จะยอมรับชะตากรรมของตนเอง และจะฝึกฝนการควบคุมตนเองด้วยครับ”  อูยองตอบเสียงเจื้อยแจ้ว

 

“เก่งมาเด็กดีของพ่อ ไปกันเถอะ ลูกอย่าได้ลูกโป่งใช่ไหม พ่อจะซื้อให้”

 

“ขอบคุณครับคุณพ่อ!”

 

 

เด็กชายตัวน้อยกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจที่จะได้ของเล่นเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง จนคนเป็นพ่อและแม่พลอยยิ้มตามไปด้วย หญิงสาวผู้เป็นมารดาอดที่จะเห็นใจลูกชายไม่ได้ จางอูยองเกิดมาช่างน่าสงสาร ต้องแบกรับและเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างทั้งที่อายุยังน้อยนักเมื่อเทียบกับอายุมนุษย์หมาป่า แทนที่จะได้เล่นกับเพื่อนๆเหมือนคนปกติทั่วๆไปตามธรรมชาติของมนุษย์น้อยที่ไร้เดียงสาในวัยเยาว์ แต่จางอูยองลูกของเธอกลับรู้มากยิ่งกว่าเพราะใช้ชีวิตในอายุขัยของมนุษย์หมาป่ามาเกือบร้อยปี จึงทำให้เป็นเรื่องยากที่อูยองจะเข้ากับคนอื่นได้ง่ายๆ

 

ลูกชายของเธอจึงชอบอยู่แต่ในบ้าน ติดพ่อและแม่ และไม่ค่อยอยากจะใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์ แต่เธอกับสามีของเธอก็มั่นใจว่าถ้าลูกของเธอโตขึ้นอีกสักหน่อย อูยองก็คงจะเริ่มคิดที่จะสนใจการใช้ชีวิตร่วมกับมนุษย์มากขึ้นกว่านี้ เพราะหากอูยองไม่เริ่มเรียนรู้ซะตั้งแต่ตอนนี้ คนที่ลำบากก็คือจางอูยองเอง

 

 

หากไม่ทำตัวกลมกลืน ก็จะเป็นจุดสนใจ

 

และหากเป็นจุดสนใจขึ้นมา เรื่องราวอันตรายร้ายแรงต่างๆ ก็จะคืบคลานมาเยือนตระกูลจางของพวกเขาแน่นอน

 

 

มือเรียวถูกกอบกุมกระชับด้วยมือหนาของสามีที่เดินอยู่ข้างๆ จางเยริมหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่ลำแขนอีกข้างที่แข็งแรงกำลังอุ้มลูกชายตัวอ้วนของพวกเขา อูยองใช้ลำแขนป้อมๆคล้องคอผู้เป็นบิดาเอาไว้ ใบหน้ากลมซุกลงบนไหล่หนาของจางเซอันขณะที่ทั้งสามพ่อแม่ลูกกำลังเดินไปยังรถเข็นขายลูกโป่งลอยฟ้า

 

 

 

หลังจากได้ของเล่นหลายชิ้นตามใจต้องการแล้ว เด็กชายตัวน้อยจึงขออนุญาตพ่อกับแม่ที่กำลังเลือกซื้อผ้าม่านไปติดหน้าต่างทุกบานของบ้านไปวิ่งเล่นที่สนามเด็กเล่นที่อยู่ใกล้ๆกัน จางเซอันเห็นว่าสนามเด็กเล่นอยู่ในกรอบสายตาของตนและภรรยา อีกทั้งที่นั่นก็ไม่มีใครอยู่เลย จึงอนุญาต

 

อูยองน้อยวิ่งถือเชือกผูกลูกโป่งมานั่งเล่นยังบ่อทรายใต้ต้นไม้ มืออีกข้างหยิบเอากิ่งไม้มาตักและเขี่ยทรายเล่นอยู่คนเดียว ด้วยความที่สนใจเล่นกองทรายมากกว่า เชือกลูกโป่งจึงหลุดมือไป

 

 

“อ๊ะ!..ลูกโป่ง!”

 

 

อูยองแหงนมองลูกโป่งที่ลอยขึ้นไปแต่โชคยังดีที่มันลอยไปติดตรงกิ่งไม้ขนาดใหญ่ แต่ทว่าเชือกที่ห้อยลงมาก็ยังอยู่สูงเกินไปสำหรับเด็กชายตัวน้อยอยู่ดี อูยองพยายามกระโดดและยืดจนสุดแขน แต่ก็ยังคว้าไม่ถึงแม้แต่ปลายเชือก เด็กน้อยเริ่มน้ำตารื้น เพราะมันคือลูกโป่งที่ท่านพ่ออุตส่าห์ซื้อให้ ยังไม่ทันข้ามวันก็จะลอยหนีไปเสียแล้ว แถมยังเป็นเพราะตนเองไม่ระวังอีกต่างหาก

 

 

เด็กชายโทษความสะเพร่าของตนเองในใจ หูและหางที่ซ่อนไว้กำลังจะโผล่มา

 

 

“ทำอะไรน่ะ?”

 

“โอ้ย!!”

 

 

เสียงพูดที่ดังขึ้นทำให้อูยองที่กำลังกระโดดอยู่ถึงขั้นตกใจ จนล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปนั่งกองกับพื้น และแน่นอนว่า หูและพวงหางสีขาว โผล่ออกมาอวดสายตาแก่ผู้ที่มาใหม่เรียบร้อย

 

อูยองไม่กล้าหันไปมอง ไม่กล้าวิ่งหนี หรือแม้แต่จะขยับ กลัวว่าใครอีกคนจะเอาเรื่องที่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ไปฟ้องท่านพ่อ

 

 

“นาย..เป็นลูกหมาเหรอ?”

 

“ฉันไม่ใช่ลูกหมา!! เป็นแวร์วูฟต่างหาก!”

 

 

สุดท้ายก็เผลอตวัดใบหน้างอง้ำมาใส่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังจนได้ อูยองมองสายตาที่อีกฝ่ายที่จดจ้องตนเองไม่ลดละนั่นก็ยิ่งพาลหงุดหงิดใจ ทำไมต้องมองกันด้วยสายตาแบบนั้นด้วย อีกอย่างคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็น่าจะอายุสักห้าหกขวบเองไม่ใช่หรือ แม้จะดูเด็กและตัวเล็กเท่ากัน แต่อูยองก็อายุจะครบร้อยปีแล้ว ทำไมเขาต้องมาถูกเด็กมนุษย์ผมสีแดงมองด้วยสายตาเสียมารยาทด้วยเล่า!

 

 

“แวร์วูฟก็คือมนุษย์หมาป่า หมาป่าก็คือหมา ส่วนหมาป่าตัวเล็กๆ ก็คือลูกหมา”

 

“นาย!”  อูยองอยากจะกลายร่างเต็มตัวแล้วพุ่งเข้าไปงับไอ้เด็กคนนี้จริงๆ

 

“อยากได้ลูกโป่งนั้นหรือ”  เด็กชายผมสีแดงที่ยืนอยู่พูดเปลี่ยนเรื่อง

 

“เรื่องของฉัน”  อูยองเม้มปากตวัดหน้าเชิดขึ้นตามฉบับคุณชายน้อยเอาแ